Bangphai Hospital

โรคงูสวัด

โรคงูสวัด (Herpes Zoster/Shingles) คือ โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสในผู้ที่มีประวัติเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อน โดยโรคงูสวัดจะแสดงอาการออกมาเมื่อร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่ำกว่าปกติ ผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคงูสวัด ได้แก่ กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มของผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง กลุ่มผู้ป่วยติดเตียง กลุ่มผู้ป่วยเอชไอวี รวมถึงผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคเอสแอลอี (SLE) โรคหัวใจ โรคไต โรคมะเร็ง หรือผู้ที่พักผ่อนไม่เพียงพอ งูสวัด เป็นโรคที่พบได้ทั่วไป และสามารถเกิดขึ้นได้กับบุคคลทุกเพศ ทุกวัย การดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงและการฉีดวัคซีนป้องกัน จะช่วยลดโอกาสในการเป็นโรคงูสวัดได้

โรคงูสวัด  มีสาเหตุเกิดจากการติดเชื้อไวรัสวาริเซลลา (Varicella zoster virus: VZV) ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสชนิดเดียวกันกับเชื้อไวรัสโรคอีสุกอีใส ผ่านทางการหายใจหรือสัมผัสกับตุ่มน้ำใสโดยตรง โดยหลังจากที่ผู้ป่วยหายจากโรคอีสุกอีใสแล้ว เชื้อไวรัสชนิดนี้จะยังคงซ่อนตัวอยู่บริเวณปมประสาทของร่างกายไปได้อีกนานหลายปีโดยไม่แสดงอาการใด ๆ แต่หากเมื่อใดที่ร่างกายมีภูมิคุ้มกันลดลงต่ำกว่าปกติ เชื้อไวรัสที่แฝงตัวอยู่จะแบ่งตัวทำให้เส้นประสาทอักเสบและมีอาการของโรคงูสวัดได้ทันที

มีอาการคัน ปวดแสบ ปวดร้อนบริเวณผิวหนัง 1-3 วัน ก่อนจะมีผื่นสีแดงขึ้นบริเวณที่ปวด ผื่นสีแดงจะกลายเป็นตุ่มน้ำใสเป็นแนวยาว ผื่นจะเรียงตัวกันเป็นกลุ่มหรือตามแนวเส้นประสาท รู้สึกเจ็บแปลบบริเวณผิวหนัง แม้ถูกสัมผัสเพียงเล็กน้อย หรือสัมผัสโดนเสื้อผ้า ต่อมาผื่นจะแตกออกเป็นแผลตกสะเก็ด หลุดออกจากผิวหนังใน 7-10 วัน หลังผื่นหายยังปวดตามแนวเส้นประสาทอยู่ ในบางรายอาจมีอาการ ปวดศีรษะ มีไข้ อ่อนเพลีย ตาสู้แสงไม่ได้

โรคงูสวัด จะมีลักษณะของผื่น หรือตุ่มขึ้นพาดเป็นแนวยาว ไม่กระจายตัวทั่วร่างกายเหมือนโรคอีสุกอีใส โรคงูสวัดผื่นจะขึ้นเฉพาะตามแนวของเส้นประสาทที่ไวรัส วาริเซลลา ซ่อนตัวอยู่ โดยจะเริ่มจากการเกิดผื่นแดงก่อน แล้วจึงเกิดเป็นตุ่มนูน ใส บวม แล้วจึงจะแตก และตกสะเก็ดไปในที่สุด บริเวณที่มักเกิดโรคงูสวัด ได้แก่ รอบเอว หรือแนวชายโครง บริเวณหลัง บริเวณด้านใดด้านหนึ่งของใบหน้า และดวงตา อาการจะรุนแรงกว่าโรคอีสุกอีใส และอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนได้

อาการปวดตามแนวเส้นประสาทหลังเป็นโรคงูสวัด พบมากในผู้ป่วยที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ผู้ป่วยบางรายมีอาการปวดต่อเนื่องยาวนานร่วมเดือน หรือตลอดชีวิต

การรักษาโรคงูสวัดขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ผื่นของโรคงูสวัดแสดงอาการ โดยหากปรากฎผื่นของโรคงูสวัดน้อยกว่า 3 วัน แพทย์จะให้ยาต้านไวรัส (Antivirus) เช่น Acyclovir ภายใน 48-72 ชั่วโมง หลังเกิดอาการ เพื่อช่วยลดการอักเสบ อาการเจ็บปวด และช่วยให้ผื่นคันยุบตัวและหายเร็วขึ้น รวมถึงช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวจากโรคและลดโอกาสในการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวเนื่องด้วยโรคงูสวัด เช่น อาการปวดปลายประสาทหลังเป็นโรคงูสวัด แต่หากผู้ป่วยมีผื่นของโรคงูสวัดเกินกว่า 3 วัน แพทย์จะพิจารณายารักษาโรคชนิดอื่น ๆ ร่วมกับยาต้านไวรัส

โรคงูสวัด เป็นโรคที่สามารถป้องกันได้โดยการรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดเพื่อลดโอกาสการเกิดโรค ทั้งยังช่วยลดความรุนแรง ลดความปวด และช่วยลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคงูสวัด ในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปที่เคยป่วยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อน ควรเข้ารับการฉีดวัคซีนโรคงูสวัดเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสไปก่อให้เกิดโรคงูสวัดได้ในอนาคต ในผู้ที่ไม่เคยเป็นโรคงูสวัดมาก่อน สามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนโรคงูสวัดเพื่อลดโอกาสในการติดเชื้อโรคงูสวัดได้เช่นกัน โดยวัคซีนโรคงูสวัด มีดังต่อไปนี้

ปัจจุบัน มีวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดที่จะช่วยลดความรุนแรงของโรคได้ โดยแนะนำให้ฉีดในผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป สำหรับผู้ที่มีโรคเรื้อรังหรือมีโรคอื่นๆ ที่ทำให้ภูมิต้านทานไม่แข็งแรง อาจเข้ารับการฉีดวัคซีนก่อนอายุ 60 ปีหรือตามคำแนะนำของแพทย์ โดยข้อมูลในปัจจุบันพบว่า วัคซีน 1 เข็มมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคได้ดีที่สุดประมาณ 10 ปี นับจากวันที่ฉีด อย่างไรก็ดี การฉีดวัคซีนไม่ได้หมายความถึงจะไม่ทำให้เป็นโรคงูสวัดเลย แต่สามารถลดอุบัติการณ์ของการเกิดโรคหรือช่วยลดความรุนแรงของอาการได้

ติดต่อสอบถามฉีดวัคซีน โทร 02-457-0086 ต่อ 4025,4013